บันทึกเดินทาง 1-Aus.

| September 24, 2012 |

น้องแท่น  ได้มาสะกิดบอกว่าน่าจะดีถ้าผมได้เอาบันทึกที่ผมเขียนไว้ช่วงเดินทางเที่ยวระบบโฮสมาให้อ่าน  ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนี้ผมจะต้อง

เดินทางไปต่างประเทศพอดี  ขอบคุณมากครับน้อง….ต่อไปถ้าพี่ยุ่งจะขุดเอาไม้ตายนี้มาใช้อีก  ส่วนประสบการณ์ครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เดินทางเที่ยวระบบโฮสในชีวิตของผมเลย

ภาพ แอลี่บีช ไม่ใช่ Halmilton island นะครับ ^__^

 

Wed , 8 Sept 2010        วันแรกของการผจญภัย

และแล้ววันนี้ก็มาถึงครับ  เริ่มตั้งแต่หัววันที่ไอ้ต้อกลับมาถึงห้อง  ผมได้ยินเสียงมันผมก็ตื่นทันใด  นึกว่าแปดโมงที่ไหนได้เพิ่งเจ็ดโมงเอง  ตื่นมานั่งคุยกันแล้วก็กินสปริงโรลของเทอด  นั่งดูหน้าคอมและคิดไปเรื่อยๆว่าขาดอะไรบ้าง  แต่ยังรู้สึกง่วงๆงงๆอยู่เลย   แปดโมงก็ปลุกต้อ

ก่อนออกจากห้องผมเกือบลืมรองเท้าแน่ะ  เกือบได้ใส่แต่ผ้าใบคู่เดียวซะแล้วสิ  ดีที่นึกได้  เลยได้เอารองเท้ากรรมกร redback+อีแตะมาด้วย  หวังว่าจะไม่ลืมอะไรอีกนะ  เพราะยังง่วงๆงงๆอยู่เลย  สุดท้ายก็ได้ออกจากห้อง  นั่งไปคุยกันว่าจะเอาของขึ้นเครื่องได้หมดไหมหว่า  ไอ้ของโหลดลงใต้เครื่องน่ะไม่น่าจะมีปัญหา  แต่ของที่ขึ้นข้างบนสิ  เขาว่าให้ขึ้นได้ 7 Kg.  แล้วก็เอาไปได้ชิ้นเดียว  แต่นี่ผมเอาเป้ใบใหญ่ใบนึงก็น่าจะไม่ปริ่มก็เกินเจ็ดกิโลไปแล้ว  แล้วยังมีกระเป๋าแล็ปท็อป  แล้วก็กระเป๋า Woolworth อีกใบนึงใบเล็กๆ

กะว่าถ้าจะต้องเอาของออกเหมือนตอนที่เดินทางจากไทยมาที่นี่  นั่งคุยกันว่าจะเอาอะไรออกดี  ผมคิดว่าผมจะเอารองเท้า redback ออก  อืมมม  แต่ก็เสียดายนะ  ถ้ากลับไปต้องทำงานร้านอาหารก็ต้องใช้ซะด้วยสิ

การขับรถครั้งนี้ของไอ้ต้อ  ดีขึ้นครับ  คือไม่ขับมั่วๆเร่งๆแบบทุกๆครั้ง  เพราะอะไรรือ  เพราะมันเพิ่งโดนค่าปรับน่ะสิ  ตอนที่มันขับรถไปรับพี่เต้ยที่สนามบิน  มันขับผ่านโรงเรียนซึ่งเขาให้ขับได้ไม่เกิน 40KM/h.  ไอ้ต้อล่อ 51km ครับ  โดนไป 150$  เหอะๆๆๆๆ  หนักเลย  เงินที่เก็บมาจากการทำงาน  โดนรัฐที่นี่กินไปอีกแล้ว  ไม่จ่ายก็ไม่ได้  ไม่เหมือนที่ไทย  ที่นี่ต้องขวนขวายจ่ายเงินเอง  เมื่อวานผมเห็นมันนั่งจ่ายค่าปรับทางเน็ตอยู่  ขับไปจนถึงทางแยกที่ชี้ไปทาง international และ Domestic  ไอ้ต้อ  เอาแล้วครับ  มันเข้าเลน  อินเตอร์ฯด้วยความเคยชินของมัน  เราเลยได้ใช้เวลานั่งคุยกันไปอีกยี่สิบนาที       ถึงสนามบินราวๆ 8.45 เองอ่ะ  เวลาเหลือเฟือ  เข้าไปไปเช็คอิน  กระเป๋าน้ำหนัก 22.40 kg. อืมมม  ปริ่มๆพอดีเลยยยย

เจ้าหน้าที่ถามว่าผมมีไฟแช็คหรือไม่ขีดไฟไหม  ผมจำได้ว่าใส่ไปในกระเป๋าโหลดลงใต้ท้องเครื่องนะ  แต่…หาไม่เจออ่ะ  อืมมม  เจ้าหน้าที่ให้หาอยู่พักนึง  เมื่อไม่เจอก็ไม่ว่าอะไรครับ  จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าที่เหลือสามใบไปเข้าประตู  ผ่านหวิวไม่มีปัญหาไรเลยครับ แต่โดนเจ้าหน้าที่เช็ควัตถุระเบิดโดยเขาจะเอาเครื่องมือมาแตะๆๆๆ  แล้วก็เอาไปใส่เครื่องเช็ค  ผมออกมาก็ไม่มีปัญหาอะไร

ลืมเล่าไปว่าตอนขับรถมาเราสังเกตุเห็นว่ารถน้อยมากครับทางที่เราไป  มีแต่ทางที่สวนมา  คุยกันและข้อมูลจากพี่ดอสด้วย คือ  คนเขาไม่ค่อยเที่ยวในช่วง midweek กัน  ตั๋วก็เลยได้ถูกด้วย  ไม่งั้นคงไม่ใช่ราคานี้  อืมมมม  ดีจัง ^__^  ลดลง 100$ แน่ะ

ขึ้นเครื่องไม่มีปัญหาครับ  ไม่มีใครมาว่าหรือขอตรวจกระเป๋าหรือว่าเราเอากระเป๋าขึ้นมากไป  นั่งบนเครื่องติดกะสาวเอเชียและแฟนเขา  เขาว่าเขาไปที่นี่ครั้งแรกเช่นกัน  ก่อนขึ้นเครื่องโทรหาแม่แล้วก็โทรหาแซลลี่  มีเรื่องน่าเสียดายมากเรื่องนึง คือ  ตอนเครื่องขึ้น  วิวที่เห็นนั้นสวยยยยมากกกก  แถมท้องฟ้าก็แจ่มใส  แต่…ผมลืมเอากล้องติดตัว

พอเครื่องขึ้นไปซักพักเลยขอออกไปเข้าห้องน้ำ  แต่ไม่ได้ไปเข้าหรอก  จริงๆคืออกไปเอากล้องตะหาก  คราวนี้เห็นวิวสวยๆนี่ไม่พลาดแล้ว  แต่แปลกที่มันไม่สวยเท่าวิวตอนที่เราพลาดไปนี่สิ  เสียดายมากมายอ่ะ  T__T  วิวที่พลาดไปมันงามจริงๆนะ   เฮ้ออออ

และแล้ว  เวลาเที่ยงครึ่งเป๊ะๆ  เครื่องก็แตะพื้นตามกำหนดการ  แม่นมากเลยนะเนี่ย  นึกว่าจะไม่ตรงซะแระเพราะเครื่องกว่าจะขึ้นก็สิบโมงจะครึ่งแระ  จากกำหนดการมันสิบโมง  แสดงว่าบินจริงๆก็แค่สองชั่วโมงเอง  ถึงเกาะก็ไม่มีอะไรยากครับ  ลงไปปุ๊ปก็เดินตามคนหมู่มากไป  และก็ตามคาด คือ ไปเอากระเป๋านั่นเอง

ผมไปต่อคิวจองตั๋วเฟอร์รี่ด้วย  เฟอร์รี่ที่นี่แพงมากกกก  เจ้าแรก Seaworld 49$  อีกเจ้านึกว่าจะถูกกว่า  ที่ไหนได้  59$ อ่ะ  เหอะๆๆๆ  แพงว่ะ  หวังว่าจะสวยกว่านั่งเฟอร์รี่บ้านเรานะ   ซื้อเสร็จไปเอากระเป๋าแล้วก็นั่งรถไปลงที่มารีน่าของที่นี่  เฟอร์รี่มันมีเรื่อยๆ  ผมเลยตัดสินใจไม่ขึ้นรอบที่ใกล้สุด คือ บ่ายครึ่ง  รอบถัดไป คือ บ่ายสาม และ บ่ายสี่ครับ

ผมส่ง Message ไปถาม Lyn เธอว่าให้ขึ้นรอบบ่ายสาม  ผมก็นั่งกินอาหารที่เอามาจากซิดนีย์ คือ ขนมปัง ชีส และ แฮม ก่อน  แล้วก็ยอมซื้อน้ำมะนาว Solo ที่นี่ซึ่งราคาขึ้นมาสามเท่า  เหอะๆๆๆ  แต่ก็ยอม  จากนั้นก็นั่งรถฟรีรอบเกาะ

จริงๆมีรถเช่าด้วย  แต่เอารถฟรีน่าจะดีกว่านะ  555  ช่วงขึ้นรถก็พอดีกับฟ้าครึ้ม  วิวเลยไม่แจ่มเหมือนตอนที่ลงจากเครื่อง  ที่ฟ้าใสๆน้ำทะเลนี่สีครามเลยอ่ะ  นั่งรถวนรอบเกาะ  แล้วก็เดินดูตาม Shop  เข้า shop ดำน้ำ  นึกได้ว่า….ลืมเอาบัตรดำน้ำติดตัวมา  อ้าววววว  เซ็งเป็ดสิงี้  แต่ถามเขาเขาว่าให้เรา print มาจากเวบไซต์ได้  อืมมม  ไม่รู้จะได้ไหมสิ  เพราะยังไม่เคยเข้าเลย  ไม่รู้จะยังไงมั่ง

มีเรื่องตื่นเต้นด้วย  คือไอ้เฟอร์รี่อีกเจ้า  ไอ้คนขนกระเป๋ามันลากกระเป๋าไปแล้วเอาไม่อยู่  กระเป๋าตกลงน้ำไปหลายใบเลยทีเดียว  เหอะๆๆๆ

และแล้วก็ได้นั่งเฟอร์รี่ที่แสนแพง  ตีเป็นเงินไทยเกือบๆพันห้า  ไม่ต่างกะเฟอรรี่เกาะสมุยเลยครับที่ราคาไม่ถึง 300  แต่ก็ได้มาตรฐานกว่านิดนึงนะ  อืมมมม   ไม่มีไรมากครับเกาะแก่งวิวที่เห็นก็….งั้นๆครับ  พอๆกะบ้านเรา  อ้อ  แต่วิวตอนที่เครื่องลงน่ะ  เห็นแนวปะการังของมันใหญ่จริงๆครับ  เห็นเป็นจุดๆหย่อมๆจากบนฟ้าด้วย  สุดยอดดดด

นั่งมาครึ่งชั่วโมงก็ถึงท่าครับ   มีฝรั่งแก่ๆผู้หญิงคนนึงทำท่าเหมือนจะหาใคร  ตอนแรกผมนึงว่าเป็นลิน  แต่ก็ฟอร์มครับ  ใช้วิธีโทรหาดีกว่าถ้าโทรศัพท์เขาดังค่อยวาง  แต่ตกลงไม่ใช่ครับ  ลินคืออีกคน  อ่อนกว่ามาในรถใหญ่สบาย  หิหิ  ท่าทางรวยนะเนี่ย

พบลินแล้วมาดเป็นคนทันสมัยดี  คุยกัน  เธอเกิดที่ซิดนีย์แต่ไม่ชอบเลยย้ายมานี่  ตอนนี้ทำธุรกิจเอง  มีร้านขายของขายเสื้อผ้ายี่ห้อ Billabong  และอื่นๆอีก  ปกติเธอจะค่อนข้างยุ่ง  เช้าตื่นหกครึ่ง กลับมาจากงานราวสี่โมงเย็น  แต่ก็นอนไม่เกินสามทุ่ม  เธออัธยาศัยดีใช้ได้ครับ  และรู้จักและอยากไปเที่ยวไทยเหมือนกัน

มาถึงบ้านลินก็เจอคนที่มาแบบผมอีกสามคนเป็นคนฝรั่งเศส  ชื่อ นิค อีกคนจำไม่ได้เป็นคู่แฟนกัน  แล้วก็อีกคนคือ ซีลีน  สามคนนี้มาด้วยกัน  เท่าที่ดูท่าทาง ลิน จะไม่ใช้งานเท่าไร  ลินยังไม่ได้บอกว่าจะให้ผมทำอะไร  แต่เท่าที่คุยๆกันดู  ท่าทางเขาจะไม่ค่อยใช้งานอะไรเท่าไร  ส่วนใหญ่ให้อยู่เฝ้าบ้านและทำอาหารเย็นเฉยๆ  อ้อ  บ้านใหญ่มากครับ  ทราบเลยครับว่ารวย 555  แล้วก็มีวิวสวยดี  แต่….ห่างไกลจากเมืองอ่ะ  ถ้าจะเข้าไปเที่ยวคงจะยากหน่อย  ลินส่งผมเสร็จก็ออกไปรับอีกคนต่อ  อากาศที่นี่สบายมากครับไม่หนาวเลย

 

Related posts:

Tags: , , , , , , , ,

Category: ออสเตรเลีย, เที่ยวระบบโฮส, ไดอารี่

About the Author ()

...

Leave a Reply