Te to to gorge

| August 1, 2012 |

หลังจากที่ผมมาอาศัยอยู่กับซู ผมก็ได้ผู้ช่วยซึ่งเข้ามาช่วยผมทำงานเกี่ยวกับถ่ายภาพและวีดีโอที่ผมไป ประกาศและหามาได้จากระบบโฮส ซึ่งเงื่อนไขที่ผมให้ คือ ผมให้เธอนั่งรถผมได้ฟรีโดยที่เธอไม่ต้องขับรถ+ผมจัดการติดต่อโฮสให้ทั้งหมด โดยเธอต้องทำงานเช่นเดียวกับผม และ เป็นผู้ช่วยผมในโปรเจคใหม่ของผม
การผจญภัยของผมในช่วงนี้จึงมาเป็นแบบโปรโมชันคู่ คือมีหนุ่มขี้หนาว(ต่ำกว่า 20 องศาก็หนาวแล้ว)และสาวเยอรมันที่ชื่อ มิมิ มาร่วมทาง….

ตั้งแต่ผมมาอยู่กับซูช่วงบ่ายหลังจากทำงานเสร็จผมก็ได้เที่ยวได้ทุกวัน ที่อย่างนี้แหละที่ผมใฝ่ฝันหา ไม่ว่างานจะหนักเพียงไหนก็ตามผมยอมได้หมดเลย บ่ายนี้เราจึงได้ออกไปเที่ยวกันเช่นเดิม คราวนี้เราลองไป Te to to gorge ผมยังติดใจไอ้คำว่า gorge จาก Taroko george ที่ไต้หวันไม่รู้ลืมเลย คาดว่าที่นี่ก็คงจะไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ออกตัวบ่ายสามโมง สายไปหน่อยเพราะซูติดแขก ผมขับรถไปตามคำบอกเล่าของ ซู โดยมี มิมิ เป็นนาวิเกเตอร์เช่นเคย ครั้งนี้ถนนออกจะออฟโรดนิดนึง เพราะทางกึ่งๆเป็นหินและถ้ารถสวนมาก็ต้องคอยหลบให้อีกคันผ่านไปช้าๆเป็นแน่ แท้เพราะทางแคบมาก โชคเข้าข้างที่ทั้งขาไปและกลับรถของเราเป็นเจ้าถนนแต่เพียงผู้เดียว เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นป้ายสีเหลืองพร้อมเครื่องหมาย ! ในประเทศนี้ แล้วมันก็มีทางแคบๆที่มีน้ำไหลผ่านท่วมทางแต่ไม่มากเท่าไร

ขับรถผ่านโค้งที่แสนจะวกวนมาได้ประมาณ 30 นาที ก็ถึงจุดจอดรถที่ ซู บอกว่ามีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด มันต้องใช่แน่ๆ เมื่อพวกเราลงจากรถก็เหมือนมีมนต์สะกดให้เราเดินกันอย่างอัตโนมัติจากลาน จอด ผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มีลมพัดแบบบักโกรกจนต้นไม้ใหญ่ๆบริเวณนั้นมีลำต้น และกิ่งโน้มเอียงไปตามแรงลม วิวที่เราได้เห็นกันนั้นสุดยอดเหลือเหนือคำจะบรรยาย

ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆซักคำให้ลึกซึ้ง ดูรูปเอานะครับ

ลมที่ยอดเขานี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

และเมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆถึงจุดชมวิว ก็ได้พบหน้าผาที่ตื่นตาตื่นใจ วิวของหน้าผา ต้นไม้หลากหลายชนิด ทุ่งหญ้าเขียวขจี และทะเลที่คลื่นซัดสาดฟูขาวยาวเป็นแนว มีให้เห็นอยู่ตรงหน้าที่สูงลงไปถึงเบื้อล่างประมาณ 50-60 เมตรเห็นจะได้ บอกได้คำเดียวว่าสุดคำจะบรรยายจริงๆ นี่ถ้าไม่มีลมหนาวมาคอยกีดกัน ผมคงจะขอพักซะตรงนี้ซักวันท่าจะดี

เสียดายที่ผมไม่ค่อยรู้เรื่องกล้องเท่าไร แสงเงามันเลยสวยสู้ตาเห็นไม่ได้

วิวจากจุดชมวิวด้านบน

เห็นแดดดีๆอย่างนี้นะ แต่เมื่อรวมกับลมพัดแล้วมันหนาวยิ่งกว่าบนดอยของไทยเสียอีก
เรายังคงเดินต่อไปอย่างไร้แผนที่โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อข้ามทุ่งหญ้าและ หน้าผาที่ลาดชันลงไปหาทะเลที่กว้างสุดลูกหูลูกตาด้านล่าง ผมเองก็ง่วนอยู่กับทั้งกล้องถ่ายรูป และกล้องวีดีโอ ส่วน มิมิ เธอเดินนำหน้าไปกับเจ้า โฮลี่ เรียบร้อยแล้ว

สุดท้าย มิมิ นึกขึ้นมาได้ว่าควรจะกลับไปหาทางที่ ซู แนะนำว่าให้ลงไปยังตีนของหน้าผาด้านล่างกันดีกว่า พวกเราจึงเดินกลับมาที่จุดเริ่มต้นกันอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังพยายามเก็บภาพ เพราะไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไร จึงถ่ายๆไปให้เหลือดีกว่าขาด

เรา งงๆ กันว่าทางไหน คือ ทางไปยังตีนหน้าผา และแล้วจู่ๆ เจ้าโฮลี่ ก็ร้อง งี้ดง้าด แล้วก็วิ่งนำหน้าลงไปยังทางเล็กๆ มันเป็นทางที่เหมือนกับคำบอกเล่าของ ซู พอดีเลย คือทางลงจะชันมากๆ

ขอบใจมาก โฮลี่ ดีที่มีเธออยู่ ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะหาทางไปได้ถูกไหม

จำป้ายนี้ไว้ให้ดี ทางลงอยู่ตรงข้ามกับป้ายนี้ เป็นทางเล็กๆที่ไม่มีป้ายใดๆบอกทางไว้ทั้งสิ้น

พวกเราจึงเชื่อเจ้าโฮลี่และลองใช้เส้นทางนี้ดู เดินไปได้ซักพักวิวนั้นสวยงามแบบแปลกมากกว่าเดิมเพราะเราเริ่มลงต่ำลงสู่ ทะเล เดินต่อไปเรื่อยๆ สิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยน จากดงพงหญ้าเขียวขจีกลายเป็นป่าดิบที่มีน้ำตกไหลผ่านแทน คิดๆแล้วนึกถึงหนัง The lord ขึ้นมาในทันใด เมื่อเดินต่อไปอีกไม่ไกลเราก็ได้เห็นทะเลเปิดกว้างต้อนรับเราจากป่าเข้าสู่ ทะเล พื้นที่จากป่าดิบก็กลายมาเป็นทุ่งหญ้าเขียวสวยสดงดงามอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้นำความอัศจรรย์ตามมาด้วยกับหน้าผาจากมุมต่ำขึ้นไปยังมุมสูง เรามองเห็นคนยืนมองลงมาจากด้านบน ณ จุดที่พวกเราเคยยืนมองมาก่อน เรียกได้ว่าไม่ผิดหวังเลยแม้แต่วินาทีเดียวกับการเดินทางมาตามคำแนะนำของ ซู ในครั้งนี้

นั่นแหน่ะ สาวผู้ช่วยของผม รีบลงไปเลยเชียว

ความลาดชันของทางสุดจะบรรยาย ตอนลงสบายแต่จะตายตอนกลับนี่แหละ

ถึงด้านล่างแล้วมีน้ำตกและเฟิร์นยักษ์สัญลักษณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในเส้นทางเดินป่าของประเทศนี้

จุดชมวิวเมื่อกี้ที่เพิ่งมองลงมา อยากบอกว่าขากลับนี่เดินกลับอย่างสาหัสมาก

สิ่งเดียวที่ต้องผิดหวังและระวัง คือ ความปลอดภัยของกล้อง เพราะทางทั้งลื่นทั้งลาดชัน พลาดพลั้งขึ้นมานี่บอกลากล้องและทริปนี้ได้เลย ผมพยายามเต็มที่ทั้งถ่ายรูปทั้งถ่ายวีดีโอ มิมิ ทิ้งหน้าที่ตากล้องไปตั้งแต่ปากทางลงแล้ว เพราะว่ามันชันมากเธอไม่อยากรับผิดชอบต่อกล้องผม และผมก็เห็นสมควรจึงรับหน้าที่นี้มาแทน ผลคือผมเดินได้ช้ามากเพราะมัวแต่ ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย ผมผ่านไปตรงไหนผมก็คิดว่ามันทั้งสวยทั้งน่าสนใจไปซะหมดเลย

นี่ก็น่าสนใจ (เขาและป่าล้อมเรา)

นั่นก็น่าสนใจ (วิวคล้ายๆของเดิมนั่นแหละแต่ถ่ายกันเหนียว)

แล้วนี่ก็น่าสนใจอีก เอ หรือว่าเราถ่ายมากไป

ชักจะเยอะไปแล้วยัง แต่ผมว่าคนที่ไม่มาอาจจะอยากเห็นนะ

ในที่สุดแล้วเราก็มาถึงจุดที่ต่ำเกือบจะที่สุดแล้ว มิมิ เดินกลับมา ส่วนผมก็กำลังจะต้องเดินกลับไป เพราะนี่มันก็สายมากแล้ว ยังมีภารกิจทำอาหารเย็นให้โฮสต่ออีก ผมจึงขอแวะถ่ายรูปกับวิวสวยๆ ซึ่งมีเจ้าหมา โฮลี่ นั่งแอ็คท่าเป็นนางแบบให้พวกเราทั้งสองสนองตัณหาของตัวเองผลัดกันถ่ายรูป โดยมีวิวที่อัศจรรย์เป็นพื้นหลัง

เสียดายที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรูป ไม่สามารถต่อภาพเข้าด้วยกันได้ ไม่งั้นจะได้เห็นวิวทอดแบบยาวๆ

ถ้าอยากเห็นคงจะต้องไปเองแล้วล่ะครับ ขออภัยในความไม่มีความสามารถด้วย

ปิดท้ายขอถ่ายกับเพื่อนที่รู้ใจมากที่สุด สัตว์ที่ไม่ต้องประเสริฐเลิศเลอแต่มีความจริงใจให้เต็มเปี่ยม

โชคดีมากมายที่ตลอดเวลาที่เรามีความสุขกับวิวทั้งหมดนั้นสภาพอากาศดีตลอดมา แสงแดดสาดส่องอย่างไม่ขาดสาย พวกเราเคยได้บทเรียนที่สำคัญว่าอย่าไว้ใจอากาศที่นี่มาแล้วในการเดินเที่ยว ครั้งแรก ครั้งนี้จึงไม่ประมาท

ขากลับเบาะหลังของผมก็ถูกเจ้า โฮลี่ ครอบครองอีกเช่นดังเดิม ครั้งที่แล้วมันฝากรอยเลอะสีน้ำตาลจารึกเอาไว้ ครั้งนี้จึงให้มันไปเดินแถวหญ้าเช็ดเท้าซะให้หนำใจซะก่อน ก่อนขึ้นรถ ซู เห็นรอยที่เบาะจึงบอกว่าเอาผ้าเช็ดตัวรองดีไหม ไม่เป็นไรครับ ซู มันสายไปซะแล้ว ทำไมไม่บอกในตอนแรกเอ่ย

เย็นนี้ผมรับหน้าที่เป็นพ่อครัวเช่นเคย ทำข้าวผัดหมูและผักมากมายหลายอย่างรวมมิตร และ ปีกไก่อบซอส ข้าวผัดทำออกมาใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนปีกไก่นั้นยังไม่สุกอย่างเป็นที่พอใจของผม เพราะประสบการณ์ในการใช้เตาอบของผมนั้นยังน้อยไปนะคาดว่า คราวหน้าจะเอาใหม่

มิมิ ทำงานได้แข็งแรงไม่แพ้ผู้ชายแต่ก็กินจุไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผมเช่นกัน บางมื้อเธอกินมากกว่าไปซะด้วยซ้ำ   (คลิกเพื่อดูภาพทั้งหมด)

Related posts:

Tags:

Category: นิวซีแลนด์, เที่ยวระบบโฮส

About the Author ()

...

Leave a Reply