คนสองสัญชาติ

| September 19, 2012 |

ได้คุยกับน้องสกุล  น้องถามถึงระบบการขอเป็นพลเมืองถาวรของออสเตรเลีย  ผมได้ศึกษาเพราะเคยสนใจ  แล้วก็เขียนเอาไว้กะว่าจะลงในเปลือยซิดนีย์  แต่เนื้อหามันแน่นเกินไปแล้ว  เลยว่าอาจจะลงในเล่มต่อไป

ตอนนี้คิดได้ว่าเราจะเก็บเอาไว้ทำไม  ขอเอามาปล่อยให้ได้อ่านกันฟรีๆดีกว่าครับ  จะได้เป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังจะไปใช้ชีวิตที่นั่นกับวีซ่า Work and Holiday ด้วยครับ  ถือเป็น Bonus track นะครับ  ^___^

 

 

          การเรียนต่อในระดับปริญญาโทในต่างประเทศ  คุณๆคิดเหมือนผมไหม  ถ้าอาศัยแค่ความรู้สึกโดยไม่มีข้อมูลมาประกอบ  ประเทศแรกที่ผมจะนึกขึ้นได้ในการเรียนต่อโท ก็คือ  อเมริกา  ตามมาด้วย อังกฤษ และ ยุโรป  ส่วน ออสเตรเลียนั้นจะรั้งอยู่ในระดับท้ายๆของความคิด

คราวนี้เราลองมาดูการจัดอันดับมหาลัยระดับโลกกันดีกว่าว่ามหาลัยในออสเตรเลียจะอยู่ในลำดับเท่าไรกันบ้าง โดยอาศัยข้อมูลจากเว็บ  www.australian-universities.com/rankings/

2010 ARWU SHJT Shanghai Jiao Tong University China Academic Ranking of World universities – Australian universities ranking:

University*

Aus Rank

(World Rank)

Australian National University (ANU)

1

(59)

University of Melbourne

2

(62)

University of Sydney

3

(92)

University of Queensland

4-5

(101-150)

University of Western Australia (UWA)

4-5

(101-150)

2010 THE Times Higher Education World University Rankings 2010 Australian University Rankings

UNIVERSITY

Aus

World

University of Melbourne

1

(36)

Australian National University (ANU)

2

(43)

University of Sydney

3

(71)

University of Adelaide

4

(73)

University of Queensland

5

(81)

2010 QS Top World 200 Ranking Times Australian University Rankings

UNIVERSITY

Aus

World

Australian National University (ANU)

1

(20)

University of Sydney

2

(37)

University of Melbourne

3

(38)

University of Queensland (UQ)

4

(43)

University of New South Wales (UNSW)

5

(46)

จะเห็นได้ว่าทั้งข้อมูลจากความรู้สึกส่วนตัว และ ข้อมูลที่มีเหตุผลสนับสนุน  มหาลัยในออสเตรเลียนั้นยังห่างชั้นกับประเทศ อเมริกา และ อังกฤษ อยู่มาก  ลำดับของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศจากโพลที่ดีที่สุดมหาลัยที่ดีที่สุดในออสเตรเลียอยู่ลำดับที่ 20 ของโลก  อย่างแย่ก็ไปถึงลำดับที่ 59 นู่น

แล้วทำไมประเทศนี้ถึงได้มีนักศึกษามากมายจากทุกมุมโลกสนใจเข้ามาศึกษาล่ะ  คำตอบตามความคิดของผมนั้นซ้อนเร้นอยู่ในคำคำนึง  คำคำนั้น คือ  Permanent Resident หรือ PR. นั่นเอง

Permanent Resident คืออะไร???

PR. หรือ Permanent Resident ถูกแปลเป็นคำไทยไว้ว่า  ผู้อยู่อาศัยแบบถาวร   แล้วต่างจาก Citizen หรือ พลเมือง อย่างไรล่ะ…..ต่างกันตรงที่สิทธิบางตัว  เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง  และ สิทธิในการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่ง PR. นั้นถูกจำกัดมากกว่า

ถ้าผมทราบประโยชน์แฝงที่เป็นจุดประสงค์หลักของหลายๆคนที่เข้ามาศึกษาในระดับปริญญาตรีและโทในประเทศออสเตรเลียก่อนหน้านี้  ผมอาจจะมาจบการศึกษาในสถาบันใดสถาบันนึงของที่นี่ไปแล้ว  คนจีน และอินเดีย ส่วนใหญ่ ได้เข้ามาเรียนในออสเตรเลียเพื่อที่หวังว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วพวกเขาและเธอเหล่านั้นจะสามารถที่จะยื่นสมัครเพื่อที่จะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร( PR. )ได้ในประเทศแห่งนี้  ออสเตรเลียจึงเป็น  ดินแดนแห่งโอกาสผืนใหม่ให้กับหลายๆคน!!

เป็นที่น่าสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมากว่ามีผลประโยชน์อันใดทำไมคนจากต่างประเทศจึงอยากอพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งรกรากกันที่นี่  ลองมาดูเหตุผลที่ผมพอจะมองเห็นกันนะครับ

-         ค่าแรงและสวัสดิการที่ค่อนข้างดี  โดยเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในโลกแล้ว  ออสเตรเลียในปัจจุบัน ( ปี 2553 )  จ่ายค่าจ้างโดยเฉลี่ยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศแรกของโลกแน่นอน

-         สิทธิต่างๆที่ได้รับ  เช่น  ค่าเรียนที่ลดลงมากกว่าครึ่งนึงในการศึกษาต่อ  ค่ารถเรือรถไฟ ก็ลดลงเช่นกันเงินช่วยเหลือเมื่อว่างงาน  เงินช่วยเหลือในการคลอดบุตร  ฯลฯ

-         พาสปอร์ตของประเทศออสเตรเลียนั้น  สามารถใช้ท่องเที่ยวไปในประเทศต่างๆทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย  โดยไม่ต้องโชว์เอกสารมากมาย หรือ ถูกไล่ให้ไปถ่ายรูปใหม่ให้เห็นใบหูชัดเจน  อย่างที่บางประเทศเป็น  ( กฏข้อนี้ทำให้ผมอยาก Apply PR. ที่นี่มากที่สุดเทียบกับกฏทุกๆข้อ )

-         แสงแดด  ทะเล  ธรรมชาติ  และสังคมฝรั่ง  อันนี้คือสิ่งที่คนอังกฤษยุคใหม่ชอบมากที่สุด

-         ความกลมกลืนและผสมผสาน  ในซิดนีย์ไม่ค่อยจะมีการเหยียดผิวกันเท่าไรคาดว่าคงเพราะความคุ้นเคยชินที่มีการผสมผสานทางเชื้อชาติที่มีมาตั้งแต่ครั้งเริ่มก่อตั้งประเทศ

-         ความเสมอภาคและเท่าเทียมและการเคารพกฏของสังคม  ด้วยความที่อาชีพแต่ละอาชีพนั้นได้รับค่าแรงที่ไม่แตกต่างกันมาก  จึงยากที่จะมีการดูถูกกัน  คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกงานตามความชอบและความฝันของตนเอง  คำว่าชนชั้นทางสังคมแทบจะไม่มีให้เห็น  ตัวอย่างเช่น  เวลาลงจากรถเมล์คนส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงความขอบคุณต่อคนขับรถเมล์ ( ค่าจ้างคนขับรถเมล์ที่นี่สูงกว่าพนักงานบริษัทบางแห่งด้วยซ้ำไป )

-         กฏหมายถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดการทุจริตเกิดขึ้นน้อยและยาก  มีเรื่องเล่าติดตลกว่า  มีคนไทยเมาแล้วขับถูกตำรวจออสเตรเลียจับได้  คนไทยคนนั้นพยายามจะขอให้ช่วยเหลือกันด้วยสินน้ำใจเล็กๆน้อย  การณ์กลับกลายเป็นว่านอกจากโทษเมาแล้วขับ  ยังต้องจ้างทนายในข้อหาให้สินบนพนักงานเพิ่มเข้าไปอีกข้อหานึงด้วย  อีกเรื่องนึงผมอ่านเจอในหนังสือพิมพ์  นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่นี่ถูกข้อหาทุจริตที่ใช้เงินราชการเบิกกินเลี้ยงหมดไปประมาณ 100,000$  แค่นี้ก็โดนจับเรียบร้อยโรงเรียนออสเตรเลีย  สงสัยจังเลยว่าถ้ามาอยู่ประเทศแถวๆตะวันออกเฉียงใต้จะโดนจับไหม

 

แน่นอนครับมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย  ข้อเสียไม่กี่ข้อที่ผมนึกได้ในการเป็น PR. ของที่นี่ก็คือ….ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงไม่ละเว้นแม้แต่รายได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศ  รัฐบาลประเทศนี้ก็จะตามไปเก็บจนถึงที่สุดเลยทีเดียว  มีข่าวดังของที่นี่คือเมื่อ ดาราดังเจ้าของตำนานหนังเรื่องครอกโคไดดันดีซึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย  เดินทางกลับมาประเทศเพื่อมาเข้าร่วมงานศพของมารดา  รัฐบาลออสเตรเลียได้กักตัวเขาไว้ไม่ให้เดินทางกลับออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาที่ซึ่งเขานั้นได้อาศัยอยู่กับครอบครัวในปัจจุบัน  เหตุก็เพราะว่าดาราคนดังกล่าวถูกสงสัยว่ายังมีเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ได้เสียภาษี ( รัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะต้องจ่ายเท่าไรแต่ก็ขอกักตัวไว้ก่อน )  ในขณะที่ประเทศบางประเทศในเอเชียนั้นยังสามารถปล่อยให้คนฉ้อโกงภาษีหลบหนีออกไปได้โดยง่าย ( น่าจะมีมากกว่า 1 คน )

นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคต่างๆ เช่น ค่าเรียนที่ต้องลงทุนไปอย่างน้อยๆก็ล้านครึ่ง  และการเรียนในระดับปริญญาโทก็โหดมากในเรื่องของการทำรายงานทำให้เวลาที่เหลือจะไปทำงานก็น้อยลง  แถมรัฐบาลที่นี่ก็เริ่มปิดประตูการรับคนที่อยากจะเข้ามาเรียนเพื่อหวังที่จะย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ด้วย  ถึงขั้นประกาศเป็นกิจจะลักษณะว่า  นักเรียนต่างประเทศเอ๋ย  จงดูก่อน  การที่ท่านจักจะมาเล่าเรียนนั้นควรเป็นไปด้วยใจรักในสาขาที่เลือก  ไม่ใช่เรียนเพราะต้องการสิทธิด้านอื่นโดยไม่หวังประโยชน์ด้านการเรียนเป็นที่ตั้ง  และแล้วเมื่อปีที่ผมเข้ามาอยู่ที่นี่  อาชีพที่คนไทยชอบเรียนกันเพื่อ Apply PR. เช่น  ช่างทำผม  และ  พ่อครัวแม่ครัว ( ถ้าอยากเรียนจริงเรียนที่ไทยดีกว่ามั้ย )  ก็ถูกตัดสิทธิออกไปในการ Apply PR.

คลิกดูอาชีพที่อยู่ในลิสต์

 

พร้อมกันนั้นยังมีการยกเลิกการขอ PR. ที่ Apply มาจากต่างประเทศ( Offshore )โดยที่รัฐบาลได้คืนเงินค่าธรรมเนียมให้พวกเขาเหล่านั้น ( ถือเป็นวิธีการได้เงินมาหมุนก่อนโดยฉลาดมาก  ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย )

การกระทำเช่นนี้มีส่วนให้นักเรียนหลายๆคนจากหลายประเทศตัดสินใจย้ายฐานการเรียน  ที่เห็นได้ชัดเจนเลยนั้นคือจำนวนนักเรียนจากอินเดียที่ลดลงไปอย่างฮวบฮาบ ( อาจผสมกับข่าวที่มีเหตุการณ์ทำร้ายนักเรียนจากอินเดียด้วย )

ส่วนใครสนใจอยากรู้วิธีการสมัครเข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศนี้ผ่านการสมัครด้วยความสามารถของตนเอง  ผมจะขออธิบายคร่าวๆ  ถ้าสนใจแบบละเอียดควรปรึกษา บริษัทตัวแทนด้วย Migration agent นะครับ

หลักการง่ายๆ คือ ผู้สมัครต้องได้คะแนนมากกว่า 65 คะแนน ซึ่งจะมีหัวข้อที่เขาให้คะแนนตามลิสต์นที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2010 ที่ผ่านมาดังนี้

คลิกดูวิธีการคิดคะแนน


 

-         ข้อแรกครับ  อายุ ของผู้สมัครเมื่อยื่น  กฏใหม่ให้คะแนนสูงสุดกับคนที่มีอายุระหว่าง 25-32 โดยให้ 30 แต้ม  กฏเดิมจะให้คนที่อายุไม่เกิน 30 ได้ 30 แต้ม

-         ข้อต่อมาครับ  มีการปรับระดับภาษาเพิ่มขึ้น โดยใช้ IELTSทุก Part ( ฟัง พูด อ่าน เขียน ) ในการชี้วัด  ของเดิมถ้าได้ IELTS 6 จะได้ 10 คะแนน  ของใหม่ถ้าได้ 6 ก็ไม่มีคะแนนให้แล้วครับ  รีบๆฝึกภาษาอังกฤษตั้งแต่วันนี้นะครับ จะได้คะแนนในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อได้ IELTS 7 หรือ 8 ขึ้นไป

-         ถ้าเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม หรือ จบปริญญาโทแบบปกติในออสเตรเลีย ได้ 15 แต้ม  และถ้าเรียนหลักสูตรสองปีขึ้นไปในประเทศนี้จะได้ 5 แต้ม

-         ภาษาท้องถิ่น หมายความว่าถ้าเราเป็นคนไทยเรียนจบปริญญาตรีที่ไทย  แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาไทยก็จะได้ไป 5 คะแนน  ส่วนนี้ยังคงเหมือนเดิม

-         ถ้าไปเรียนในชนบทที่ห่างไกล ได้ 5 คะแนน  เหมือนกฏเก่า

ลองมาดูกรณีตัวอย่างของนาย พ กันดีกว่า  นาย พ เริ่มเรียนปริญญาโทตอนอายุ 28 ปี  เมื่อจบอายุ 30 ปี แล้วก็สมัครเลย  ได้แต้มของอายุ 30 แต้ม  ในส่วนของภาษานั้นนาย พ ได้คะแนน IELTS ก่อนที่จะมาเรียนปริญญาโท 6.5  ดังนั้นเมื่อจบปริญญาโทแล้วคาดว่าน่าจะได้ IELTS 7  แต่ถ้าจะเอาระดับ 8 ในทุก Part นั้น  คาดว่าคงจะยาก  ดังนั้นคะแนนในส่วนของภาษาน่าจะได้ 10 คะแนน ข้อต่อมาเขาเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีที่สอนเป็นภาษาไทยจึงได้ 5 คะแนน  และเรียนจบหลักสูตรปริญญาโทที่ออสเตรเลียได้ 15 คะแนน ซึ่งเป็นหลักสูตรสองปี  จึงได้อีก 5 คะแนน

เมื่อรวมคะแนนแล้ว  30+10+5+15+5 = 65 คะแนน พอดีเป๊ะๆ  จึงสามารถ Apply ได้พอดี

การรับเรื่องในการสมัครเป็น PR. ของที่นี่นั้นเขาไม่ได้สนใจคะแนนรวมว่าใครได้สูงกว่าหรือต่ำกว่ากันแล้วจะรับก่อน เอาเพียงแค่ผ่านเกณฑ์ที่ 65 คะแนน ก็จะรับเรื่องไว้

แต่ว่าการรับเรื่องในการสมัครเป็น PR. ในปัจจุบันเขาจะรับเรื่องไว้แล้วค่อยประกาศผลนานหน่อยโดยพิจารณาจากอะไรก็ไม่แน่ใจ ( มีคนเล่าว่าจะดูว่าเมื่อจบมาแล้วได้ทำงานในสาขาที่ตนเรียนมาหรือไม่ หรือ ได้ทำงานเสียภาษีให้ประเทศนี้ไหม )

เมื่อได้สิทธิ PR. มาไว้แล้วและได้อาศัยในออสเตรเลียต่อไปตามระยะเวลาที่เขากำหนดก็สามารถสอบเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น Citizen ได้( ถ้าสอบผ่าน)

คนไทยนั้นถือว่าโชคดีพอสมควรทีเดียวเนื่องจากเราสามารถถือสองสัญชาติได้  ผมได้พบเห็นคนที่มีสิทธิสองสัญชาติเมื่อใกล้จะถึงกำหนดในการต่ออายุบัตรประชาชนก็จะเดินทางกลับไปต่ออายุบัตรและเที่ยวไทยไปในตัว

สิทธิตรงนี้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะสามารถทำงานได้เงินในประเทศที่ฐานเงินเดือนสูง  แต่สามารถมาถือครองทรัพย์สินในประเทศที่ฐานรายได้ต่ำ  ถือว่าเป็นคนไทยก็ทำให้ฝรั่งหลายๆคนอิจฉาได้เหมือนกัน ( เพราะฝรั่งนั้นได้สัญชาติไทยยาก จะถือครองทรัพย์สินในไทยต้องมี นอมินี )

การถือสองสัญชาตินั้นไม่ได้สามารถทำได้ทุกประเทศ  เท่าที่ทราบประเทศอินโดนีเซียให้ประชาชนของตนสามารถเป็น PR. ที่ออสเตรเลียได้  แต่เมื่อใดที่จะเปลี่ยนเป็น Citizen แล้วนั้น  ประเทศนี้เขาให้เลือกเอาอย่างใดอย่างนึง  ทางฝั่งเบลเยี่ยม ก็เช่นเดียวกัน  แต่เพิ่งมาเปลี่ยนกฏนี้ได้ไม่นาน  ปัจจุบันนี้สามารถถือครองได้สองสัญชาติแล้ว  ส่วนถ้าใครคิดจะเลียนแบบอเมริกาที่จะเข้ามาคลอดลูกแล้วให้ได้สัญชาตินั้นขอบอกว่าคิดผิด  เพราะที่นี่เขาไม่ได้ให้สัญชาติกับคนที่เข้ามาเกิดในประเทศนี้

Related posts:

Tags: , , , , ,

Category: ออสเตรเลีย, ไดอารี่ [เปลือย...ซิดนีย์]

About the Author ()

...

Leave a Reply