ชะตากรรมของนักเขียน

| June 6, 2013 |

หลังจากที่ได้ตามอ่านงานของคนอื่นทั้งจากทางหน้า internet , เข้าไปในร้านหนังสือ ทั้งเปิดอ่านฟรี  ทั้งซื้อบางเล่มกลับบ้าน  คุณๆทั้งหลายได้มีความคิดที่อยากจะมีผลงานเขียนเป็นของตนเองให้คนอื่นๆได้อ่านบ้างไหมครับ  ถ้าอยากจะลองดู และอยากรู้ว่าควรจะเริ่มอย่างไรดี  นี่คือประสบการณ์บางส่วนของผมครับ………..

เดี๋ยวนี้เขาใช้นิ้วจิ้มกันแล้วครับ ไม่ค่อยมีใครที่ยังใช้ปากกาทิ่มลงไปในกระดาษหรอกครับ

เป็นนักเขียนมันดีเยี่ยงไร???

- บอกลาได้เลยกับการตอกบัตรเข้างาน  หรือที่ฝรั่งชอบใช้คำว่า 9-5   ซึ่งหมายถึงการที่เราขายเวลาให้กับการทำงานในช่วงระหว่าง 9.00-17.00 น. นั่นเองครับ ( ตัดสินใจขายให้เขาแล้วก็อย่าหนีไปไหนล่ะครับ  อย่าแอบเล่นเน็ตมากด้วยล่ะ  555 )

- Passive income  หรือ รายได้ที่เข้ามาแม้จะนอนป่วยในโรงพยาบาล หรือจะนอนขี้เกียจอยู่ในบ้านก็แล้วแต่จะสะดวกครับ ( ถ้าหนังสือคุณขายได้นะครับ ) ถือเป็นการทำงานที่เหนื่อยเพียงครั้งเดียว  แต่สบายไปได้อีกนาน  ไม่เชื่อลองไปถาม เจ เค โรลลิ่ง ดู

- มีผลงานชัดเจนแน่นอน  การทำงานเขียนนั้นน่าจะเป็นอาชีพที่มีเพื่อนร่วมงานน้อยที่สุดแล้ว ซึ่งขจัดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานไปได้มากเลยทีเดียว  ถ้านักเขียนไม่ได้ไปลอกงานใครมา  ก็สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าผลงานชิ้นนี้เป็นความสามารถของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว  แต่หากนำข้อมูลจากคนอื่นมาก็ควรจะใส่ข้อมูลอ้างอิงแหล่งที่มาซึ่งถ้านำมาจากเว็บต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่ต้องขออนุญาต  แต่ถ้าจะอ้างอิงผลงานจากคนไทยก็อย่าลืมติดต่อขอเขาก่อนล่ะครับ  จะได้ไม่มีปัญหาตามมา

ปล. การทำงานเขียนออกมาเป็นเล่มขายในร้านขายหนังสือชั้นนำทั่วไป  ยังต้องมีเพื่อนร่วมงานอยู่บ้าง ได้แก่  นักออกแบบหนังสือ , บรรณาธิการ  และผู้จัดจำหน่าย  ถ้าเป็นนักเขียนในสังกัด  ก็ตัดผู้จัดจำหน่ายออกไป  สำนักพิมพ์จะจัดการให้เอง

- อิสระเต็ม 100   หากคุณทำงานประจำมาก่อน  แล้วเปลี่ยนตัวเองออกมาเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว  อาจจะประสบปัญหา ช็อค!!!  ว่าชีวิตนี้มันกลับด้านอย่างพลิกผัน  เวลาที่เคยหายไป 9.00-17.00 น.  จะกลับเข้ามา  และปัญหาต่อไปที่ต้องคิด คือ เราจะทำอะไรในช่วงนั้นดี

- เป็นอาชีพที่เหมือนจะเท่ห์   เมื่อใครถามว่าคุณทำอาชีพอะไร  พอตอบว่าเป็นนักเขียน  จากประสบกาณ์ส่วนตัวผมรู้สึกได้ว่าเขาจะชื่นชม  คำถามต่อมา คือ เขียนหนังสืออะไรหรือ  มาถึงตอนนี้ถ้าหนังสือคุณขายดีเป็นที่รู้จัก  ก็จะได้รับคำเยินยอต่อไปอีก  แต่ถ้าผลงานไม่ประสบความสำเร็จ  อารมณ์ที่ได้อาจจะกลับตารปัตรไปในทันที

- รายได้ไม่มีลิมิต ( ทั้งบนและล่าง  จริงๆด้านล่างยังพอมีเงินการันตีจากสำนักพิมพ์ )

เป็นนักเขียนมันแย่อย่างไร

- ไส้แห้ง   คือ  คำจำกัดความของนักเขียนมาแต่ไหนแต่ไร  เข้าใจว่าโดยส่วนใหญ่นักเขียนจะมีชะตากรรมเยี่ยงนั้น  แต่….ไม่เสมอไป!!!!   นักเขียนก็เหมือนอาชีพทั่วๆไป  มีทั้งคนประสบความสำเร็จและล้มเหลว  นักเขียนที่ประสบความสำเร็จก็มีให้เห็นที่ออกผลงานมามากมาย  ได้แก่  นิ้วกลม , ทรงกลด บางยี่ขัน , พี่โน๊ต อุดม , คุณบัณฑิต , คุณสมคิด ลวางกูร และคุณอดิศักดิ์  จันทร์ดวง

- ถามตรงๆได้เท่าไร   ไส้จะแห้งหรือไม่แห้ง  ลองมาดูผลตอบแทนนักเขียนกันนะครับ  ปกติแล้วนักเขียนในสังกัดสำนักพิมพ์จะได้เงินก้อนแรกเมื่อต้นฉบับได้ออกวางขายตามแผงหนังสือไปแล้ว 1 เดือน  โดยจะได้เงิน 10% จากราคาปก คูณด้วย  ยอดพิมพ์  เช่น หนังสือเล่มแรกของผม  ราคาปก 270 บาท  ยอดพิมพ์  2,000 เล่ม  ผมก็จะได้ผลตอบแทนจากการทำงานเขียนที่ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน  และรอการออกแบบจนเสร็จอีกประมาณ 4 เดือน  กว่าจะวางจำหน่ายรออีกประมาณ 2 เดือน  รวมแล้วเกินครึ่งปี  ได้ผลตอบแทน  54,000 บาทถ้วน  นี่คือชะตากรรมของนักเขียนทั่วๆไป  จึงไม่ต้องสงสัยไปว่าทำไมนักเขียนหลายๆคนจึงทำงานอื่นควบไปด้วย

- ทำอย่างไรจึงจะให้ไส้เปียก   ก็ถ้าหนังสือขายดี  มีการพิมพ์ครั้งที่ 2…3….4….5  ก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์เยี่ยงนั้นเรื่อยๆไป  และถ้าสามาถเลือกสำนักพิมพ์ได้  บางสำนักพิมพ์ก็จะพิมพ์ขั้นต่ำ  3,000 เล่ม , 4,000 เล่ม จนไปถึง 5,000 เล่ม  อันนี้ต้องลองคุยให้ดี  ถ้ามีสิทธิ์เลือกนะครับ  ปกติแล้วการพิมพ์แต่ละครั้งนักเขียนจะได้ค่าต้นฉบับประมาณ 100,000 บาท  อยากรู้ว่าใครรวยแค่ไหนก็เอายอดจำนวนครั้งที่พิมพ์คูณราคาปกดู  แต่ผมแอบได้ข้อมูลมาว่าบางสำนักพิมพ์  พิมพ์หนังสือ 4,000 เล่ม  ก็บอกว่าพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว ( คงติ้ต่างเอาว่าครั้งที่ 1 คือ 2,000 เล่มแรกที่ผลิต  2,000 เล่มที่ 2 คือครั้งที่ 2 )  อันนี้ทำให้เราคาดเดารายได้นักเขียนได้ยากครับ

- เตรียมพบกับความผิดหวังเอาไว้เลย……กว่าหนังสือเล่มแรกของผมจะได้รับการตอบรับในการตีพิมพ์  ก็ต้องผ่านการส่งงานไปให้กว่า 7-8 สำนักพิมพ์   แต่เมื่อมีงานชิ้นแรกแล้วเราก็จะมีผลงานของเราเองครับ  ครั้งต่อๆไปจะง่ายขึ้น   กรณีผมยังเรียกว่าไม่ผิดหวังเท่าไร   เชื่อหรือไม่ว่าหนังสือระดับโลกอย่าง

แฮรี่ พอตเตอร์  ยังต้องถูกปฏิเสธกว่า  9 ครั้ง , 4 hour work week  ก็โดนปฏิเสธกว่า 20 ครั้ง  นักเขียนคนอื่นๆทั่วโลกก็โดนเช่นนี้กันทั้งนั้น นี่คือหลักฐานครับ  จากเว็บ http://www.dailywritingtips.com/famous-books-rejected-multiple-times/

Auntie Mame, Patrick Dennis (15)
Carrie, Stephen Kng (30)
Chicken Soup for the Soul, Jack Canfeld and Mark Victor Hansen (140)
Diary of Anne Frank (16)
Dr. Seuss books (15)
Dubliners, James Joyce (22)
Dune, Frank Herbert (23)
Gone with the Wind, Margaret Mitchell (38)
Harry Potter book one, J. K. Rowling (9)
Jonathan Livingston Seagull, Richard Bach (18)
Kon-Tiki, Thor Heyerdahl (20)
M*A*S*H, Richard Hooker (17)
The Peter Principle, Laurence Peter (16)
The Prncess Diaries, Meg Cabot (17)
Watership Down, Richard Adams (26)
A Wrinkle in Time, Madeleine L’Engle, (26)

วงเล็บด้านหลัง คือ จำนวนครั้งที่ถูกปฏิเสธนะครับ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับ  หากงานเขียนของคุณที่คิดว่ามันเจ๋งเสียเหลือเกิน  เป็นไอเดียใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ที่ไหนจะถูกปฏิเสธ…….เป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดามากครับ จึงขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

- รายได้ไม่แน่นอน   เนื่องจากยอดรายได้จะขึ้นอยู่กับยอดขายจริง  แต่ยอดขายก็ไม่ถึงกับสวิงมากนักซักเท่าไรหรอกครับ  พอจะคาดเดาได้  สิ่งที่ต้องระวัง คือ ตลาดหนังสือในปัจจุบันกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างมากในอีกไม่เกิน 5 ปีนี้  ใครที่ยังคิดจะเป็นนักเขียนแบบเดิมๆ  ควรจะต้องระวังตัวเอาไว้

- ต้องมีวินัยอย่างยิ่งยวด   ไม่มีอะไรที่มาเพียงด้านเดียว  นักเขียนมีอิสระมากถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อยมากไปหน่อย  ชีวิตอาจเลยไปตกเหวเอาได้  เงินที่เข้ามาถ้าไม่ใช้ระวังอาจจะหมดตัว  เวลาที่ไม่มีข้อจำกัดถ้าเอาไปสำมะเลเทเมา  ก็อาจจะผ่านเลยไปเฉยๆได้  ใครเป็นนักเขียนติสก์แตกรับรองได้ว่าไม่นานชีวิตจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในไม่ช้า

 

……………วันนี้ขอเท่านี้ก่อนนะครับ   หมดอารมณ์เขียนแล้ว   ขอติสกับเขาบ้าง  555………………..

 

Related posts:

Tags: , , , ,

Category: ข่าวสาร อัพเดท ต่างๆ, บทความอื่นๆ

About the Author ()

...

Leave a Reply